บล็อกนี้ เขียนเรื่องจริงจังหน่อยนะ ^^
 
จุดประสงค์ไม่ได้ต้องการจะมาด่ากลุ่มนั้นกลุ่มนี้ หรือว่ามาต้มมาม่าแบ่งกันกิน เพียงแค่เอามาคุยเพื่อให้มองถึงเหตุผลกัน Cool
 
อย่างที่เราก็เห็นกันอยู่ (หรือไม่เห็นนะ ฮ่า) ว่าการมาของ iPad ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ด้านหนึ่งที่เปลี่ยนและได้รับผลกระทบพอสมควรคือเรื่องหนังสือ
 
 
 
 
จากแต่ก่อน พวกหนังสือสแกนที่เอาไปสแกนเนี่ย มักจะเป็นแค่พวกการ์ตูน และวงที่อ่านกันก็ยังแคบกว่าเดี๋ยวนี้ ส่วนหนังสือเป็นเล่มๆ มักไม่ค่อยสแกนไว้อ่านบนคอม เพราะอ่านไม่ค่อยสะดวก ถ้าสแกนก็คงจะปรินท์ออกมาเป็นกระดาษอีกที อารมณ์ประมาณว่าถ่ายเอกสารนั่นแหละ
 
ส่วนหนังสือการ์ตูนนั้นตัวหนังสือน้อยกว่า ดูรูปเอาซะเยอะ ก็เลยมีสแกนกันมากกว่า แต่ยังอยู่ในกลุ่มเล็กๆ ที่ไว้แบ่งปันกันอ่าน
 
แต่พอ iPad ปรากฏตัวขึ้นในโลกาพิภพ ทำเอาผู้คนให้ความสนใจกันอย่างถล่มทลาย และไขว่คว้ามาเป็นเจ้าของ (ทำให้อุปกรณ์สายพันธุ์เดียวกัน ที่เรียกว่า Tablet ก็ขายแพร่หลายตามๆ กันไปด้วย)
 
สิ่งที่ตามมาคือ การพกพาอ่านหนังสือสแกน ทั้งการ์ตูน ทั้งหนังสือ ทำได้สะดวกและง่ายขึ้นมาก
 
ก็เลยทำให้เกิดธุรกิจ ขายหนังสือหรือการ์ตูนแบบสแกนขึ้นมา จากแต่ก่อนที่แบ่งปันกันอ่านแค่นั้น
 
ที่จริงแล้วการสแกนพวกหนังสือหรือการ์ตูนมาแบ่งปันอ่านเนี่ย ก็ไม่ค่อยถูกกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาอยู่แล้วล่ะ (ออกแนวสีเทา)
 
แต่การเอามาขายเนี่ย ผิดเต็มๆ ไม่ว่าจะยกข้ออ้างแบบไหนมาก็ตามที
 
ที่เขียนบล็อกนี้ เพราะเผอิญว่า สนใจจะสั่งซื้อหนังสือของ bliss ที่ปิดกิจการลง แล้วไปเจอข้อความนี้จาก facebook ของ bliss
 
 
คือสะดุดกับคำที่บอกว่า “การกระทำดังกล่าวเป็นการทำร้ายว งการหนังสืออย่างเจ็บปวดจริงๆ
 
แล้วก็มีสมาชิกบางคนบอกว่า
 
“คนรักหนังสือจริงๆเค้าไม่ทำหรอก ถ้าเป็นเรา เราก็ไม่โหลดนะเออ”
 
“หนังสือก็ไม่ได้ราคาแพงอะไร เล่มละร้อยกว่าบาทเองนะ อยากอ่านซื้อมาเก็บไว้จะอ่อนกี่ร้อยกี่พันรอบก็ได้ เงินแค่นี้ไม่มีปัญญาจ่าย แต่มีเงินซื้อ hard disk ตัวละหลายพันเอามาเ็ก็บหนังสือฟรีที่โหลดมา คิดถึงคนที่เขาเขียนหนังสือ แปลหนังสืออกมาเป็นงานให้คุณอ่านบ้างเถอะ มันเป็นงานใช้สมองคิดออกมานะ คนทำนะ แต่งหนังสือขายได้แบบคนเขียนหรือเปล่า ขอถามหน่อย”
 
“คงเป็นแค่คนที่อยากอ่านหนังสือ แต่ไม่รักหนังสือ และไม่เคารพกฏหมาย แบบนี้ก็เห็นแก่ตัวเกิน”
 
เลยทำให้ฉุกคิดขึ้นมา ว่า การสแกนหนังสือมาแบ่งปันกัน เป็นการทำร้ายวงการหนังสือแค่ไหนยังไง?
 
ก็อย่างที่พูดไปแล้วว่า ไม่ได้ต้องการมาด่ากัน หรือแก้ตัว หรือต้มมาม่า แต่มามองกันด้วยเหตุผลเชิงวิเคราะห์
 
ย้ำอีกทีว่าการสแกนหนังสือมาขายเนี่ย ยังไงก็ผิดเต็มๆ ไม่ว่าจะอ้างยังไงก็ตามที
 
 
ทีนี้มาดูกันต่อ ลองยกตัวอย่าง ด้วยตัวเลขเวอร์ๆ เพื่อให้เห็นภาพเปรียบเทียบชัดเจน
 
สมมติหนังสือเล่มหนึ่ง ยอดพิมพ์ 2,000 เล่ม มียอดขายได้ 1,000 เล่ม ค้างสต๊อก 1,000 เล่ม
สำนักพิมพ์ขายได้กำไร 1,000 เล่ม คนเขียนก็ได้ค่าตอบแทน 1,000 เล่มที่ขายได้นั่นแหละ
 
คนอ่าน อ่านเสร็จ บางคนขายต่อ,
บางคนเช่าอ่านจากร้านเช่า,
บางคนยืมเพื่อนอ่าน,
บางคนอ่านจากห้องสมุด,
บางคนอ่านที่ร้านหนังสือ
บางคน ไม่อ่าน ฮ่า Kiss
 
จากยอดขายหนังสือ 1,000 เล่ม อาจมีคนได้อ่านจริง 10,000 คน
แต่สำนักพิมพ์และคนเขียน ก็ยังคงได้ค่าตอบแทนแค่ 1,000 เล่ม ที่ขายได้เท่านั้น
และที่มันค้างสต๊อกอีก 1,000 เล่ม ก็ยังคงค้างอยู่แบบนั้นเหมือนเดิม
 
แบบนี้ การซื้อขายหนังสือมือสอง กับร้านเช่า ทำลายวงการหนังสือหรือเปล่า?
 
และจากความเห็นของสมาชิกบางคน ที่บอกว่าคนรักหนังสือ ไม่ทำกันแบบนี้
ประเด็นนี้ ผมว่าไม่เกี่ยวกับการรักหรือไม่รักหนังสือ
 
คนส่วนใหญ่รู้สึกยังไง กับการใช้โปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์ การดูหนัง ฟังเพลงแบบละเมิดลิขสิทธิ์
คนจำนวนมากไม่คิดอะไร และมีข้ออ้างว่า เพราะของแท้มันมีราคาแพง ทั้งๆ ที่คุณเลือกได้ว่าจะใช้โปรแกรมตัวอื่นทดแทน แต่ก็ยังเลือกใช้โปรแกรมเถื่อน โหลดหนัง โหลดเพลง โหลด youtube หรือเข้าร้านที่รับลงแอพมือถือเถื่อน (หรือโหลดมาลงเอง)
 
แบบนี้มันเป็นความคิดแบบสองมาตรฐานนี่หว่า ฮ่า Foot in mouth
 
เท่าที่เคยเจอมา คนที่เขาสแกนหนังสือส่วนใหญ่ก็เพื่อมาแบ่งปันกันอ่าน
ส่วนคนที่ขายหนังสือสแกน ผมยังไม่เคยเจอคนที่สแกนขายเองนะ แต่อาจมีก็ได้
เจ้าคนขายนี่แหละ ไปเอาสแกนที่เขาแบ่งกันอ่าน มาขายหาเงิน
 
คนที่อ่านสแกน บางคนอ่านเพราะโหลดฟรี บางคนซื้ออ่านเพราะราคาถูก  
และมีคนอีกไม่น้อยที่อ่านแบบสแกน เพราะมันสะดวกต่อการพกพาอ่าน
 
อย่างที่คุยไว้ต้นเรื่องแล้วว่า เทคโนโลยีและพฤติกรรมการอ่านนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควรในช่วง 2-3 ปีมานี้ แต่บรรดาสำนักพิมพ์ ส่วนใหญ่ยังไม่ปรับตัวตาม
 
 
 
อันนี้ขอบ่นสำนักพิมพ์หน่อยนะ ฮ่า Surprised
 
เราคงเคยได้ยินเรื่องผลการวิจัยว่าคนไทยอ่านหนังสือโดยเฉลี่ยวันละ 5 บรรทัด
ผมไม่รู้หรอกว่า ไปเอาอะไรที่ไหนมาวิจัย
แต่ที่เห็นๆ คือ ราคาหนังสือ มันค่อนข้างสูงกว่าที่เราจะตามสะสมได้ทั้งหมด
 
หนังสือเดี๋ยวนี้ ส่วนใหญ่ราคาขั้นต่ำแถวๆ สองร้อยขึ้น
โดยพิมพ์ออกมาเป็นปกอาร์ตเคลือบมัน สีพิเศษ พิมพ์นูน ตัวเล่มเนื้อในเป็นกระดาษอาร์ตกระดาษปอนด์ย้อมสี (ที่อ้างว่าเป็น green read)
 
ซึ่งถ้าทำขายเป็นสองเวอร์ชัน สำหรับใครที่สะสม ก็ทำรูปเล่มสวยๆ ราคาอย่างที่เราเห็นกัน
กับเวอร์ชันแบบที่ไว้สำหรับการอ่านธรรมดา หน้าปกไม่ต้องอาบยูวี ข้างในเป็นกระดาษปรู๊ฟ แล้วลดราคาให้ต่ำลงอีก
 
เหมือนกับที่ต่างประเทศ จะมีหนังสือแบบ ปกแข็ง (hard cover), ปกอ่อน (paperback), แบบกระดาษถูก (mass paperback) ราคาลดหลั่นกันไป
 
ก็เข้าใจล่ะ ว่ามันเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของสำนักพิมพ์ แต่ถ้าทำจริงๆ ก็อยู่ในวิสัยที่ทำได้แหละ แค่ไม่ทำเพราะต้องการกำไรเยอะๆ จริงไหม?
 
 
 
เอาล่ะ เข้าเรื่องด่อ จากที่บอกไว้ว่า คนบางกลุ่ม อ่านแบบสแกนเพราะสะดวกต่อการพกพาอ่าน
 
ผมเองเวลาเดินทาง ผมจะพกหนังสือติดไปด้วย ถ้าไปหลายวันก็อาจพกไป 5-6 เล่ม ซึ่งอ่านไม่นานก็จบหมดแล้ว แต่ภาระในการพกพายังมีอยู่!!
 
คนที่แบกหนังสือประจำจะรู้และเข้าใจดีว่า มัน “หนัก” ขนาดไหน Foot in mouth
 
ดังนั้นการอ่านหนังสือแบบ ebook จึงเป็นตัวเลือกที่หลายๆ คนเลือก
 
และเดี๋ยวนี้ เครื่องอ่านอีบุ๊ก (ebook reader) ก็เป็นที่รู้จักกันและใช้งานมากขึ้น (เช่น Kindle, Nook, Sony, Kobo ฯลฯ) เพราะด้วยความที่หน้าจอไม่มีแสงไฟในตัว ทำให้อ่านต่อเนื่องและอ่านในที่แสงเยอะได้สบายตา ซึ่งความรู้สึกนี้ต้องสัมผัสด้วยตัวเองว่าอ่านจากเครื่องอ่านอีบุ๊กนั้นสบายตากว่าอ่านจากมือถือหรือแท็บเล็ตขนาดไหน
 
ปัญหามีอยู่ว่า เครื่องอ่านอีบุ๊กนั้น ไม่มีสำนักพิมพ์ไหนทำหนังสือภาษาไทยมาจำหน่าย  Tongue out
หลายคนพร้อมที่จะจ่ายเงินซื้อหนังสืออีบุ๊กภาษาไทยในราคาที่สมเหตุสมผล แต่... มันไม่มีขาย!!
 
ทุกวันนี้ สำนักพิมพ์ไทยบางเจ้า เริ่มปรับตัวมาลงตลาดอีบุ๊กแล้วเหมือนกัน แต่ว่ายังไม่ดีพอ เพราะ...
 
- อีบุ๊กที่ขาย เป็นแบบ pdf ที่ยกหน้าหนังสือมาเลย มันอ่านง่ายนะถ้าอ่านบนแท็บเล็ต 10 นิ้วแบบ iPad แต่ถ้าเป็นแท็บเล็ตหน้าจอ 5 - 7 นิ้ว ตัวหนังสือจะเล็กไปหน่อย ส่วนมือถือหน้าจอ 4 นิ้วลงมา ไม่ต้องพูดถึง หมดปัญญาอ่านให้สบายใจล่ะ ซึ่งถ้าทำหนังสือเป็นรูปแบบ ePub ก็จะสามารถย่อขยายตัวหนังสือได้ตามต้องการ และนอกจากนี้หนังสือของบางค่ายก็มีแค่บน iPad / iPhone ส่วนคนใช้ Android หรือระบบอื่น อดอีก
 
- ราคาหนังสืออีบุ๊กยังค่อนข้างสูง ส่วนใหญ่ลดประมาณ 20% จากหนังสือจริง ซึ่งเทียบกับอีบุ๊กแล้วถือว่าแพง เพราะว่าอีบุ๊กไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านการพิมพ์ ค่าสายส่ง ค่าพื้นที่วางหนังสือ ซึ่งเป็นต้นทุนไปราว 70% นอกจากนี้ หนังสือเป็นเล่ม เมื่ออ่านเสร็จ สามารถขายต่อได้ หรือเช่าอ่านจากร้านได้ หรือซื้อมือสองลดราคาได้ แต่อีบุ๊กที่ขายอยู่นี้ทำไม่ได้
 
- ไม่ทำอีบุ๊กในเวอร์ชันเปิดอ่านกับเครื่องอ่านอีบุ๊ก (mobi -> Kindle, ePub -> Nook, Sony, Kobo ฯลฯ) ซึ่งถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังมีกลุ่มคนอ่านไม่มาก แต่ถ้ามีหนังสือไทยให้เลือกอ่านมากขึ้น จะมีผู้ใช้กลุ่มนี้เพิ่มขึ้นมาอีกพอควร เพราะความสบายตาในการอ่าน และบรรดาเครื่องอ่านอีบุ๊กพวกนี้ ก็มีแอพที่เปิดอ่านบน iPhone / iPad / Android ด้วย ดังนั้นถึงแม้ว่าจะไม่มีเครื่องอ่าน แต่ก็ยังซื้อไปอ่านบน iPhone / iPad / Android ได้เช่นกัน
 
- แต่ละค่าย ต่างก็เขียนแอพกันขึ้นมาเอง เมื่อซื้อกับค่ายไหนก็ต้องใช้แอพเปิดหนังสือของค่ายนั้น ไม่สามารถไปใช้แอพตัวอื่นเปิดอ่านได้ ซึ่งแอพหลายๆ ตัวที่อ่านอีบุ๊ก มีความสามารถและความสะดวกในการใช้งานมากกว่าแอพที่ค่ายสำนักพิมพ์ไทยทำออกมาซะอีก  
 
ดังนั้นตัวเลือกของคนกลุ่มนี้ในตอนนี้ จึงมีคำตอบเป็นหนังสือสแกนนั่นเอง  
 
ถ้ามีสำนักพิมพ์ไหนตอบโจทย์เหล่านี้ได้ แน่นอนว่าผู้บริโภคยินดีควักกระเป๋าจ่ายให้ทันที!!
เพราะหนังสือสแกนนั้นอ่านไม่สะดวก ไฟล์ใหญ่เปลืองที่ เลื่อนหน้าลำบาก ตัวหนังสือไม่เหมาะกับหน้าจอและไม่คมชัด ถ้าเป็นแบบพิมพ์ก็มีคำผิดให้ขัดใจประปราย เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่าคนที่สแกนมาแบ่งปันกัน ไม่ได้ทำเป็นธุรกิจ ดังนั้นคุณภาพย่อมต่ำเป็นธรรมดา
 
แต่พวกที่ไปเอามาขายนี่สิ แย่จริงๆ Yell
 
ส่วนใครที่บอกว่าขออ่านแบบเป็นเล่ม เพราะได้อรรถรสในการอ่านมากกว่า ก็ปล่อยเขาอ่านเป็นเล่มไปเต๊อะ Surprised คนที่อ่านแบบอีบุ๊กเขาก็อยากอ่านแบบอีบุ๊กอยู่แล้ว ฮ่า Embarassed
 
 
 
ผมเข้าใจดีว่าทางสำนักพิมพ์นั้นทำธุรกิจ ก็ต้องหวังกำไรเป็นธรรมดา เพราะไม่ใช่มูลนิธิที่จะมาทำการกุศล แต่ในเมื่อทำธุรกิจ คุณก็ต้องมีวิสัยทัศน์ที่จะปรับตัวให้อยู่รอด
 
ก็ได้แต่หวังว่าสำนักพิมพ์ในเมืองไทย จะมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ผู้บริโภคได้มีตัวเลือกดีๆ
 
 
ย้ำครั้งสุดท้ายว่า บล็อกนี้ไม่ได้ต้องการด่าใคร ประจานใคร แก้ตัวให้ใคร หรือดราม่ากับใคร และการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อประโยชน์ด้านการค้า ยังไงก็ผิด ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ, โปรแกรมคอมพิวเตอร์, โปรแกรมบนมือถือ-แท็บเล็ต, เพลง, ภาพยนตร์ ฯลฯ อย่าสองมาตรฐานและอย่าแถเลยนะตัวเอง Cool
 
 
(ภาพจาก http://read.in.th/node/1272)
 
 
 
หลังจากที่ซื้อ Kindle 4 (ชื่อที่ทางเว็บ Amazon เรียก คือ Kindle Basic) ไปเมื่อ 4 เมษายน ที่งานสัปดาห์หนังสือที่ศูนย์สิริกิติ์ ตอนนี้ก็ผ่านมาเกือบหนึ่งเดือนแล้ว เลยถือโอกาสนี้มาบันทึก "ชีวิตติดคินเดิล" เก็บไว้อ่าน ที่จริงกะว่าจะเขียนไว้ตั้งแต่สัปดาห์แรกที่ไปสอยมาแล้วล่ะ แต่ติดโน่นติดนี่ เลยกั๊กไว้ก่อน Foot in mouth
 
 
 
 
Kindle นี่เป็นสิ่งที่อยากได้มาหลายปีล่ะ เริ่มสนใจจริงจังตอนออกรุ่น DX (ราว 3 ปีก่อนล่ะมั้ง) แต่เนื่องจากราคายังค่อนข้างสูงมาก เลยรอมาเรื่อยๆ เพราะการที่จะซื้อเครื่องอ่านอีบุ๊กราคาร่วมหมื่นห้าพันบาท เพื่ออ่านหนังสือภาษาอังกฤษนั้น คิดว่าเป็นการซื้อสิ่งของที่ค่อนข้างฟุ่มเฟือยไปซักหน่อย ราคาขนาดนั้นเอาไปซื้อหนังสือเป็นเล่มๆ อ่านได้เพียบเลยเชียวนะ Foot in mouth
 
จากที่ตามข่าว Kindle มาตลอด ก็เลยรู้ว่า Amazon นั้นวางยุทธการหมาก Kindle ไว้ว่าจะลดราคาลงเรื่อยๆ จึงยังทำให้ยังมีความสนใจที่จะสรรหามาไว้ในครอบครองอยู่ และจากข้อมูลที่ตามเก็บทำให้รู้ว่าเจ้าคินมีขีดจำกัดอะไรขนาดไหนและเราจะเอามาใช้อะไรได้บ้าง
 
ตั้งแต่ต้นปี เห็นราคา Kindle ตัวใหม่ขายกันอยู่ 5-6,xxx ก็ยังคิดอยู่ว่าจะซื้อ แต่ก็ยังดูๆ ก่อน พอต้นเมษายน เห็นที่นึงขายอยู่ 3,800 และเขาจะไปออกบูธที่งานสัปดาห์หนังสือศูนย์สิริกิติ์ ก็เลยถือโอกาสไปลองของจริงด้วย เพราะยังไม่เคยได้เห็นได้จับตัวเป็นๆ ซักที
 
ตอนจับตัวจริงของ Kindle 4 นี่รู้สึกว่า "หนัก" ผิดคาด เพราะตัวที่ร้านเอามาโชว์นั้นใส่ cover แบบมีไฟฉายส่อง พอถอด cover ออกแล้วกะๆ น้ำหนักดู รู้สึกว่าเจ้่า cover นี่หนักกว่า Kindle ซะอีก Foot in mouth
 
พอเอา cover ออก ไปแล้วเนี่ย รู้สึกว่า Kindle 4 นั้น "เบา" ผิดคาด น้ำหนักไม่ถึง 2 ขีดดี (ประมาณ 170 กรัม) เพราะรุ่นนี้ตัดชิ้นส่วนออกไปเยอะ เพื่อลดต้นทุน คือตัดทั้งแป้นพิมพ์ ทั้งลำโพง ทั้งขนาดแบต เลยทำให้เบาลงไปจากรุ่นก่อนอีกพอควร (รุ่นก่อนก็ไม่ได้หนักมากเท่าไหร่หรอกนะ) เลยทำให้เป็นข้อดีเรื่องขนาดและน้ำหนัก รวมไปถึงราคาด้วย ฮ่า
 
ก่อนไปดูของเนี่ย ยังลังเลอยู่ว่าจะซื้อรุ่นไหนดี ระหว่าง Basic (คือรุ่น 4) กับ Touch หลังจากที่ได้จิ้มๆ กดๆ ไปพักนึง ได้ข้อสรุปสำหรับตัวเองว่า รุ่น Touch นั้นเลือกเข้าเมนูอะไรต่างๆ ได้สะดวกกว่า เพราะใช้การจิ้มจอได้เลย แต่ว่าการปัดการย่อขยายนั้นไม่ลื่นเหมือนกันพวก tablet ทีเดียวนัก และการเปลี่ยนหน้าต้องใช้อีกมือนึงมาจิ้มเปลี่ยน ใช้มือเดียวไม่ถนัด ส่วนรุ่น Basic นั้นสะดวกเวลาเปลี่ยนหน้าตอนอ่าน เพราะใช้มือข้างเดียวถือได้อ่านได้เปลี่ยนหน้าได้ แต่กดเมนูอะไรๆ ได้ลำบากกว่าพอควร
 
เมื่อได้พิจารณาแล้ว คิดว่าในการอ่านหนังสือเนี่ย เราเปลี่ยนหน้าบ่อยกว่าเลือกเมนูแน่ๆ เลยตัดสินใจเลือกเป็นรุ่น Basic มา
 
หลังจากซื้อมาแล้ว ถึงได้รู้ข้อมูลว่าที่ Touch นั้นมันไม่ลื่นเหมือน tablet เพราะใช้เทคโนโลยีคนละแบบ ถ้าเป็นจอสัมผัสแบบ tablet หรือ e-book reader ค่ายอื่นๆ นั้นจะมีการสะท้อนแสงมากกว่า แต่ Kindle Touch เลือกใช้เทคนิคแบบ infrared ตรวจจับตำแหน่งสัมผัส ทำให้ยังใช้หน้าจอแบบเดิมได้อยู่ ซึ่งแสงสะท้อนจะน้อยกว่า
 
ตอนแรกตั้งใจจะซื้อ cover หรือคลิปไฟมาด้วย แต่ cover ค่อนข้างแพงและหนัก รุ่นที่มีไฟในตัวนี่ราคา 2,900 เลยเชียว ส่วนคลิปไฟเฉยๆ นี่ราคา 300 แต่ตัวหนีบมันใหญ่มาก บังหน้าจอไปพอประมาณ เลยไม่ซื้อ Undecided
 
 
 
สรุปว่าจ่ายค่า Kindle 4 ไป 3,800 เป็นรุ่นที่จะมีโฆษณาติดมาด้วย และติดฟิลม์เพิ่มอีก 100 พอซื้อกลับมาหลังจากนั้นไม่กี่วันก็ไปเจอเจ้าอื่นขายอยู่ที่ 3,400 แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายนะ เพราะราคาต่างกันไม่มาก
 
 
 
ตอนเห็นกล่องก็ไม่แปลกใจ เพราะว่าเคยเห็นจากที่คนอื่นเขารีวิวกันไว้แล้ว ว่ากล่องไม่มีอะไรเท่าไหร่
 
 
 
เปิดกล่องมาก็มีอยู่แค่นี้เองแหละ ตัวเครื่องกับสายโอนถ่ายข้อมูล (ที่เอาไว้ชาร์จกับคอมฯ ด้วย) แต่ไม่มีตัวปลั๊กเอาไว้เสียบ ไม่มีปัญหา เพราะไม่ได้เสียบชาร์จบ่อย
 
ถ้าสั่งซื้อเองจาก Amazon นี่ให้เราเลือกว่าซื้อประเทศอเมริกา ก็จะได้แถมปลั๊กเสียบชาร์จด้วยนะ Cool
 
เรื่องรีวิว คงไม่ต้องเขียนแล้ว เพราะมันออกมาหลายเดือนแล้ว มีรีวิวออกมาเพียบ ทั้งพากย์ไทยพากย์อังกฤษ ก็ขอบันทึกความรู้สึกหลังจากที่ได้ใช้มาซักพักละกัน
 
 
 
ขนาดเครื่องค่อนข้างเล็ก (6.5 x 4.5 นิ้ว หนา 0.34 นิ้ว) ถือพอดีฝ่ามือของตัวเอง ถ้าเป็นผู้หญิงมือเล็กอาจถือแบบนี้ไม่ได้ แต่ก็ยังถืออ่านมือเดียวได้สบายๆ อยู่ดี
 
 
 
ลองวางเทียบกับหนังสือการ์ตูนและพ็อคเก็ตบุ๊กเพื่อให้เห็นภาพ
 
ด้วยความที่ขนาดเล็กแบบนี้ (ขนาดตัวเครื่องเล็กกว่ารุ่นก่อนหน้า แต่ยังมีขนาดหน้าจอ 6 นิ้วเหมือนเดิม) ข้อดีคือพกพาสะดวก กางเกงบางตัวนี่ใส่กระเป๋าได้สบายอยู่ ผมเองก็ใส่กระเป๋ากางเกงเหมือนกัน แต่เป็นกางเกงแบบที่มีกระเป๋าที่ต้นขานะ เพราะถ้าใส่กระเป๋าบนหรือกระเป๋าหลัง อาจเผลอนั่งทับหักได้ ระวังให้ดี Foot in mouth
 
 
 
 
น้ำหนักเบา (ประมาณ 170 กรัม) ทำให้ถืออ่านหนังสือนานๆ แล้วไม่ค่อยเมื่อยมือ ทุกวันนี้เปิดอ่านพวกพ๊อกเก็ตบุ๊กเล่มหนาๆ ซักพักก็เมื่อยแย่แล้ว Foot in mouth
 
จากความรู้สึกส่วนตัว คิดว่าพ๊อคเก็ตบุ๊กนี่หนา 200 หน้าก็พอ หรือถ้ามากก็อย่าให้เกิน 300 หน้า นี่กำลังดี
 
ด้วยความที่จอภาพมีขนาด 6 นิ้ว การอ่านพวก pdf นี่เลยค่อนข้างไม่สะดวกซักหน่อย โดยเฉพาะที่เป็นขนาด A4 หรือพวกหนังสือที่สแกนมา คือยังพออ่านในแนวนอนได้บ้าง ตัวหนังสือจะเล็กไปหน่อย
 
และถ้าใช้อ่านการ์ตูนสแกน จะอ่านยากนิดนึง ยิ่งถ้าสแกนหน้าคู่นี่เลิกเลย Tongue out
 
 
 
แต่ถ้าเป็นไฟล์ pdf ที่เราทำเองให้มีขนาดเหมาะสมกับหน้าจอ Kindle ก็จะอ่านได้สบายๆ ล่ะ ส่วนจะตั้งขนาดหน้าจอเท่าไหร่ ใช้ฟอนต์แบบไหน ต้องไปลองกันเอาเองว่าแบบไหนตัวเองจะอ่านสบายตา
 
ที่ทำไว้คือใช้หน้ากระดาษ A7 ระยะขอบบนล่าง 0.3-0.4 ซ.ม. ระยะขอบซ้ายขวา 0.1 ซ.ม. ฟอนต์ Arial Unicode MS ขนาด 10 pt. ไว้จะเขียนเรื่องนี้อีกทีภายหลังนะ
 
 
 
หนังสือที่ซื้อจาก Amazon เป็นไฟล์ mobi ซึ่งจะย่อขยายตัวอักษรได้ค่อนข้างยืดหยุ่น และเปิดพจนานุกรมหาคำศัพท์ได้ แต่ถ้าเป็น pdf จะทำไม่ได้ แต่ว่าหนังสือที่ซื้อจาก Amazon จะมีแต่ภาษาอังกฤษเท่านั้นในตอนนี้ Tongue out
 
พจนานุกรมที่แถมมากับเครื่อง เป็นพจนานุกรม Eng-Eng (New Oxford American Dictionary)
ถ้าต้องการพจนานุกรมแบบ Eng-Thai ตัวฟรี ไปโหลดได้จากนี่
 
 
 
ถ้าหากทำหนังสือภาษาไทยเป็นแบบ mobi ก็อ่านได้เหมือนกัน แต่จะขัดใจตรงที่แบบของตัวหนังสือหน้าตาไม่สวยเป็นอย่างยิ่ง ตัดคำไทยไม่ได้ และวรรณยุกต์ซ้อนทับกับสระบน Undecided คนส่วนใหญ่คงไม่ชอบใจ แต่ว่าผมเองอ่านก็โอเคนะ ไหวอยู่
 
กะว่าจะ hack ระบบ แล้วแก้ฟอนต์ไทยใหม่เพื่อให้อ่านง่ายขึ้นและแก้ปัญหาวรรณยุกต์ทับสระบน แต่ไม่รู้ว่าจะได้ทำเมื่อไหร่เหมือนกัน
 
 
 
หน้าจอเป็นแบบ E Ink Peal ไม่มีแสงในตัว และแทบไม่สะท้อนแสง (ถ้าไม่เอาไฟไปส่องตรงๆ) ทำให้อ่านที่สว่างจ้าสบาย แต่อ่านลำบากในที่สลัว ทางแก้คือซื้อ cover ที่มีไฟส่อง หรือใช้ไฟฉายคาดหัวตอนอ่าน ฮ่า Embarassed
 
ตั้งใจว่าจะดัดแปลงทำรางไฟติดกับตัวเครื่องเอาไว้สำหรับอ่านในรถตอนกลางคืน ไว้ทำเมื่อไหร่จะเอามาโชว์ให้ดูกัน
 
รู้สึกว่าแสงในบ้านที่สว่างไม่มากนั้นเราอ่านหนังสือสบายๆ แต่ถ้าเป็น Kindle จะค่อนข้างมืดไปนิด Foot in mouth
 
เริ่มยาวแฮะ ที่เหลือเอาไว้ต่อตอนหน้าละกัน
 
 
 

สรุปสำหรับการใช้งาน

  • อ่านอังกฤษแบบ mobi นี่สะดวกมาก
  • อ่านไทยแบบ pdf ทำเอง จัดหน้าสำหรับ kindle อ่านง่ายดี
  • อ่านไทยแบบ mobi ค่อนข้างแย่
  • อ่าน pdf ที่ทำกันทั่วไป (หน้า A4) หรือมีตารางเยอะๆ ไม่เหมาะ
  • อ่าน pdf สแกน พออ่านได้แต่ค่อนข้างลำบาก ถ้าสแกนหน้าคู่ จบกัน
  • อ่านการ์ตูน เหนื่อย บางเรื่องพออ่านได้
ดังนั้นถ้าเน้นอ่านการ์ตูนสแกน หรือหนังสือสแกน ใช้เป็น tablet เปิดอ่านจะได้อรรถรสกว่านะ
 
 

ศึกเทพเจ้าธนูอมตะ Immortals (2011)

posted on 23 Apr 2012 13:40 by hudchewman  in Other
เพิ่งได้ดูหนังเรื่อง Immortals ศึกเทพเจ้าธนูอมตะ ดูแบบไม่ได้คาดหวังอะไรเพราะเมื่อตอนเข้าโรงนั้น ได้รับกระแสจากคนค่อนข้างมากว่า "บทแย่" Foot in mouth
 
ตอนที่ดูเลยดูแบบไม่ได้คิดอะไร แล้วยังดูเป็นขยัก ไม่ได้ดูต่อเนื่องกันซะด้วย อารมณ์เลยขาดๆ ไปบ้าง ดูจบก็เลยมาบันทึกไว้ซักหน่อย
 
 
เมื่อครั้งที่ดูเรื่อง Clash of the Titan (สงครามมหาเทพประจัญบาน) (2010) ก็ว่าจะเขียนเรื่องของ Perseus (เพอร์ซูส) กับเรื่องของ Medusa (เมดูซ่า) แต่ก็ค้างไว้นานแล้ว ไม่ได้เขียนซักที นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คิดไว้ว่าจะเขียนเรื่องของ Theseus (ธีซูส) ยังไม่รู้ว่าจะได้เขียนเมื่อไหร่ล่ะนะ
 
เรื่อง Immortals นี้เป็นการยำมหากาพย์ตำนานทวยเทพมาผูกเป็นเรื่องราวใหม่ ความรู้ที่เคยมีมาก่อนพอมาดูเรื่องนี้อาจทำให้แย้งกับข้อมูลในหัว ลองนึกถึงอารมณ์ว่าดูเรื่องคู่กรรม ที่ตอนจบพอญี่ปุ่นแพ้สงคราม โกโบริเลยกลับบ้านเดิมที่ญี่ปุ่น ไปแต่งงานมีลูกเมีย แล้วอังศุมาลินก็เลยรันทดเศร้าใจ เดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อตามหาโกโบริ เพื่อจะได้ใช้ชีวิตด้วยกัน ถ้าเจอแบบนี้เข้าไปจะรู้สึกยังไงล่ะ (_ _')a
 
 
บันทึกแบบสั้นๆ
  • ภาพสวย ฉากสวย นึกถึงอารมณ์ภาพแบบเรื่อง 300 โปรโมตมากว่าเป็นทีมสร้าง 300 (แต่ไม่ใช่ผู้กำกับ 300 นะ)
  • โดยเฉพาะภาพของบรรดาทวยเทพแห่งโอลิมปัส (The Olympians) ชุดเกราะอร่ามมาก นึกถึงพวกชุดของโกลด์เซนต์ (Gold Cloth) จากเรื่องเซนต์เซย์ย่าเลย
  • ชุดเกราะของเหล่าทวยเทพ ตัวเด่นนี่ออกแบบได้หลุดกรอบดี สวยดี ทั้งโพไซดอน (Poseidon) แอรีส (Ares) [Ares นี่ บางคนอ่านเป็นอาเรส ซึ่งชื่อในเทพโรมันก็คือ Mars มาร์ส เป็นเทพสงคราม]
  • ภาพโหดหลายๆ ฉาก เหมือนใส่มาเพื่อความสะใจของผู้กำกับ
  • โปสเตอร์เปิดตัวหนัง สวยมาก
  • ผู้กำกับชื่อ ทาร์เซ็ม ซิงห์ (เคยดูเรื่อง The Cell ของผู้กำกับคนนี้ และไม่ชอบอ่ะ ไม่สนุก แต่คนอื่นเขาชอบกันนะ)
  • โพไซดอนนี่หนุ่มมาก ดูผ่านๆ นี่อายุประมาณเดียวกับหลานเลยนะ (อาธีน่า Athena กับแอรีส Ares)
  • ฉากโพไซดอนโชว์เทพ ดูมีพลังดี
  • ธนูเอพิรัส นี่มีในตำนานกรีกด้วยหรือเปล่าหว่า? หรือว่าใส่เข้ามาใหม่เอง นึกไม่ออกแฮะ
  • ตำนานเทพนี่ ถ้ามนุษย์ธรรมดาเห็นร่างเทพก็จะถูกเผาไหม้กลายเป็นธุลี เรื่องนี้ไม่เป็นแฮะ
  • อย่าคาดหวังว่าจะดูทวยเทพทำสงครามกันแบบอลังการ
  • เทพแต่ละองค์นี่ ถ้าไม่ใช่ตัวเด่น ที่ดูจากอาวุธหรือถูกเรียกชื่อออกมานี่ นึกไม่ออกเลยว่าเป็นใคร ใส่มาเป็นตัวประกอบชัดๆ
  • ฉากตัดมาเป็นท่อนๆ บางทีเลยทำให้ดูแล้วเหมือนไม่ค่อยต่อเนื่อง
 
สปอยมั้งนะ แต่ก็ไม่น่าส่งผลอะไรกับการดูหรอก (มั้ง)
  • ไม่เข้าใจที่ซุส (Zeus) บอกไม่ให้เหล่าเทพเข้ามาช่วยเหลือมนุษย์ งั้นที่ผ่านมาทำไมมนุษย์ต้องบูชาเทพ เพราะในเรื่องนี่เทพไม่เคยสนใจมนุษย์เลย
  • ตอนธีซูสหนีออกมากับเทพยากรณ์ (Oracle) และคนอื่นๆ ไหงหนีมาได้ง่ายๆ เลยแฮะ แล้วอยู่ๆ คนอื่นๆ ก็ยอมเข้าร่วมกลุ่มเดินทางไปด้วยกันซะงั้น
  • มิโนทอร์ (Minotaur) ทำได้ดูเป็นมนุษย์ดี (แหงล่ะ)
  • ทำไมมิโนทอร์ อยู่ๆ ดันไปโผล่ในสุสาน?
  • ในตำนาน ธีซูส จะตัดหัวมิโนทอร์ ในเรื่องก็เลยมีฉากนี้ แต่ไม่เข้ากับเรื่องเลยว่าจะตัดหัวไปทำไม?
  • ซุสคิดยังไง ถึงได้ปลอมตัวไปสอนธีซูสตั้งแต่แรก
  • หมาคาบธนูไปให้กษัตร์ไฮเพอร์เรียน มันวิ่งเร็วกว่าม้าของอาธีน่าอีกนะเนี่ย
  • แม่ทัพที่โผล่มาตอนต้นเรื่อง (จำชื่อไม่ได้) หายไปไหนหว่า
  • คนที่ทรยศ ใส่มาเพื่อ? ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ไม่ได้มีส่วนอะไรอีกด้วย
  • นับพวกไทแทนตอนเริ่มเรื่องได้ 25 ตัว แต่ตอนท้ายนี่โผล่มาจากไหนเต็มไปหมด จะนั่งนับใหม่ก็ขี้เกียจ
  • เนื้อเรื่องเหมือนจะสื่อว่าทวยเทพนั้นกังวลเรื่องที่กษัตริย์ไฮเพอร์เรียนจะปลดปล่อยไทแทนออกมา แต่ดันลงมาสู้แค่ 5 คนเนี่ยนะ
  • ศึกสุดท้ายนี่ บรรดาเทพที่ลงมาสู้มีใครบ้างหว่า? เหมือนอ่านผ่านตาว่าอีก 2 องค์คือ อพอลโล (Apollo) กับ เฮราคลีส (Heracles) [คนไทยจะคุ้นกันในชื่อว่า เฮอร์คิวลีส (Hercules) ซึ่งเป็นชื่อในภาษาโรมันมากกว่า]
  • ศึกสุดท้ายนี่บรรดาเทพโชว์เทพมาก สะบัดตัวซ้ายขวาก็หั่นไทแทนเละเป็นชิ้น แต่ทำไมฆ่าไม่หมดซักที และอยู่ๆ ก็แพ้ซะง่ายๆ ซะงั้น
  • จะถล่มภูเขาทาร์ทารัส (Tartarus) ทำไม หรือคิดว่าจะฝังไทแทนได้?
  • ซุสนี่รักแค่อาธีน่าคนเดียวใช่ไหม? ไม่สนใจคนอื่นเลย
  • ตกลงว่าเทพนี่ตายได้? ตายแล้วไปไหน?
 
หนังเริ่มต้นและจบด้วยประโยคว่า
“ดวงวิญญาณทุกดวงนั้นเป็นอมตะ แต่เฉพาะดวงวิญญาณของผู้ที่ทำดีเท่านั้นถึงจะเป็นอมตะและได้ไปอยู่บนสรวงสวรรค์
 
อืม... ทำดีแล้วจะเป็นอมตะและไปสวรรค์ งั้นไอ้ที่ตายๆ ไปเนี่ยเรียกว่าอมตะ? แล้วที่ทำไม่ดีจะไปอยู่ที่ไหนหว่า? (-_-)a
 
สรุปความรู้สึกหลังจากดูจบ คือ ดูแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก ภาพสวยดี แต่โหดไปหน่อย
 
ป.ล.ชื่อในตำนานกรีก นี่เรียกลำบากจริงๆ ไม่รู้ว่าจะต้องอ่านแบบไหนกันแน่ -_-'a
 
 
ภาพงามๆ จากโปสเตอร์หนัง
 
 
 
 
ภาพงามๆ จากในเรื่อง ส่วนใหญ่ได้มาจาก http://www.facebook.com/media/set/?set=a.194116163958016.36503.189806031055696&type=3