2009/Aug/19

การมองข้ามความสำคัญของท่านั่งท่ายืนที่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา อาทิ อาการปวดเมื่อยหลัง หรือปวดศีรษะ

สำหรับท่านั่งที่ถูกต้อง คือ...

  • นั่งหลังตรง โดยไม่ทิ้งน้ำหนักกดสันหลังช่วงล่าง
  • ไม่งอหรือห่อไหล่ และนั่งให้เต็มเก้าอี้
  • พิงหลังชิดพนัก หาหมอนหรือผ้าหนุนบริเวณส่วนเว้าของพนักพิง
  • วางปลายเท้าทั้งสองข้างให้ถึงพื้น และกระจายน้ำหนักให้เท่ากัน
  • พับเข่าทำมุม 90 องศา ในระดับเดียวกับสะโพก
  • ส่วนแขนปล่อยวางข้างลำตัว พร้อมนั่งแขม่วหน้าท้องเล็กน้อย หายใจให้เป็นธรรมชาติ
  • ไม่ควรนั่งไขว่ห้าง เพราะเป็นการบิดตำแหน่งเชิงกรานให้ผิดลักษณะ ส่งผลให้น้ำหนักขาตกอยู่ที่เส้นเอ็นและกระดูกอ่อน
  • ขณะนั่ง หมั่นยืดหลังให้บริเวณอกแอ่นไปด้านหน้า ค้างไว้ครั้งละ 20 วินาที เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อหน้าท้องและผ่อนน้ำหนักจากข้อต่อสันหลัง

เมื่อต้องการเปลี่ยนอิริยาบถจากนั่งเป็นยืน ให้ขยับตัวไปด้านหน้าของเก้าอี้ ก่อนทิ้งน้ำหนักที่ขา ยืดขาช้าๆ พยายามอย่ายืนขึ้นในลักษณะสันหลังช่วงเอวโก่งงอ

ส่วนท่ายืนที่ถูกต้อง คือ...

  • ศีรษะและคอตั้งตรง
  • ไม่เกร็งช่วงไหล่ และกระดูกไหปลาร้า ให้อยู่ในลักษณะผายออกอย่างผ่อนคลาย
  • สะโพกทั้งสองข้างให้อยู่ในระดับเสมอกัน
  • งอเข่าเล็กน้อย ไม่ควรเหยียดยืดให้ตรงเกินไป
  • ข้อเท้าทั้งสองข้าง ควรทิ้งน้ำหนักตัวเฉลี่ยเท่าๆ กัน

 

การนั่งและยืนอย่างถูกต้อง นอกจากจะทำให้ดูสง่าผ่าเผยแล้วยังช่วยลดการเสื่อมของข้อต่อ ลดความตึงของเส้นเอ็น กล้ามเนื้อไม่เกิดอาการอ่อนล้า ป้องกันอาการปวดหลัง-ปวดศีรษะ ลดความเสี่ยงจากการเจ็บกล้ามเนื้อฉับพลันได้.

takecareDD@gmail.com

ที่มา : มุมสุขภาพ เดลี่นิวส์

2009/Aug/10

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องที่ราชบัณฑิตยสถาน ได้บัญญัติศัพท์คอมพิวเตอร์ประหลาดๆ ชวนให้ได้ยินแล้วละเหี่ยใจ อย่างเช่นคำเหล่านี้

  • hardware = กระด้างภัณฑ์
  • software = ละมุนภัณฑ์
  • joystick = แท่งหรรษา
  • ฯลฯ

ที่จริงแล้วคำเหล่านั้น ไม่ได้มาจากทางราชบัณฑิตยสถานเลย แต่เกิดจากการล้อเลียนกันจนหลายๆ คนนั้นเข้าใจผิดกันไป ผมเองตั้งแต่แรกก็เข้าใจผิดแบบนั้นเหมือนกัน เพิ่งมารู้ความจริงราวปีสองปีนี้เอง
อ่านได้จาก ประกาศของราชบัณฑิต เรื่องศัพท์บัญญัติคอมพิวเตอร์

แล้วศัพท์บัญญัติที่มาจากทางราชบัณฑิตนั้น จริงๆ แล้วใช้คำว่าอะไร

  • hardware = ๑. ส่วนเครื่อง, ฮาร์ดแวร์ / ๒. ส่วนอุปกรณ์, ฮาร์ดแวร์
  • software = ส่วนชุดคำสั่ง, ซอฟต์แวร์
  • joystick = ก้านควบคุม

ตัวอย่างคำอื่นๆ

e-mail ทับศัพท์และออกเสียงอย่างไร
e-mail ทับศัพท์ว่า "อีเมล" โดยไม่มี ล์ เนื่องจากเป็นการถอดทับศัพท์จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ในภาษาอังกฤษมีตัวแอลตัวเดียว ภาษาไทยจึงมี ล เพียงตัวเดียว คำนี้มักเขียนผิดเป็น อีเมล์ อาจเป็นเพราะในภาษาไทยมีคำว่า "เมล์" ซึ่งใช้กันมานานแล้วในความหมายของถุงเมล์ หรือถุงไปรษณีย์ และรถเมล์ ซึ่งพจนานุกรมจึงได้เก็บคำ "เมล์" ไว้โดยถือเป็นคำไทยที่มาจากภาษาอื่นคำหนึ่ง คำ “รถเมล์” มีเครื่องหมายทันฑฆาตตรง ล เนื่องจากอ่านว่า เม ส่วนอีเมล อ่านออกเสียงแบบคำอื่น ๆ ที่มี ล เป็นตัวสะกด (ผู้ตอบ : นัยนา วราอัศวปติ)

Internet ใช้ว่า อินเทอร์เน็ต หรือ อินเตอร์เน็ต
คณะกรรมการบัญญัติศัพท์คอมพิวเตอร์ ของราชบัณฑิตยสถาน บัญญัติ Internet ว่า “อินเทอร์เน็ต” เพราะถือว่า Internet (ขึ้นต้นด้วยตัวใหญ่) เป็นชื่อเฉพาะที่ต้องสื่อสารกันเป็นสากลทั่วโลก จึงให้ใช้คำทับศัพท์ และได้ถอดทับศัพท์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดว่า t ที่เป็นพยัญชนะต้นให้ใช้ ท (ไม่ใช้ข้อยกเว้นที่ว่า inter- ให้ใช้ อินเตอร์) ส่วน internet (i ตัวเล็ก) ราชบัณฑิตยสถานไม่ได้บัญญัติไว้ อาจเป็นศัพท์ทั่วไป ส่วนคำถามที่ว่า บริษัทที่ทำธุรกิจด้านนี้ใช้ว่า อินเตอร์เน็ต เป็นการใช้ผิดหรือไม่ ชื่อบริษัทถือเป็นชื่อเฉพาะ จะไม่ใช้ตามหลักเกณฑ์ก็ได้ (ผู้ตอบ : นัยนา วราอัศวปติ)

หากสนใจอยากรู้ว่าศัพท์บัญญัติคำต่างๆ นั้นใช้ว่าอะไร เข้าไปดูได้ที่ เว็บของราชบัณฑิต (ขอบอกว่าเว็บช้ามาก และบางทีก็เข้าไม่ได้ซะงั้น) หรือถามได้ในเว็บบอร์ดของเว็บราชบัณฑิต หรือทางอีเมล ripub@royin.go.th หรือโทรศัพท์หมายเลข ๐ ๒๓๕๖ ๐๔๖๖-๗๐

ที่มา:

2009/Aug/06

ไปอ่านเจอบทความนี้มา คิดว่าบางคนอาจเคยได้อ่านแล้ว โดยส่วนตัวไม่ได้เห็นด้วย 100% เพราะเนื้อหาค่อนข้างเหมารวมและบางอย่างก็เหมือนโยนให้เป็นหน้าที่ภาครัฐ แต่ก็ยอมรับว่าหลายๆ อย่างนั้นเป็นความจริง

เอามาแปะไว้ให้อ่าน เพื่อให้ลองประเมินตัวเองดู ว่าเรามีความคิดและการกระทำแบบนั้นหรือเปล่า จะได้แก้ไขตัวเอง


10 ประเด็นที่ทำให้คนไทยล้าหลัง...ในมุมมองของ วิกรม กรมดิษฐ์

วิกรม กรมดิษฐ์
ออกอากาศทางวิทยุ อสมท.
รายการซีอีโอวิชั่น
10-11 มกราคม 2550

[01] คนไทยรู้จักตัวตนของเราเองต่ำมาก
กล่าวคือรู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำมาก โดยเฉพาะหน้าที่ต่อสังคม ต่างกับชาติที่เจริญแล้ว เขาจะมีสำนึกต่อสังคมส่วนรวมสูงมาก ของเราจะไม่คำนึงถึงส่วนรวมแต่จะเป็นประเภทมือใครยาวสาวได้สาวเอา จนทำให้เกิดวัฒนธรรมสืบทอดกันมายาวนานโดยเฉพาะผู้ที่มีอำนาจทุกระดับชั้น จนมีคำพูดว่า ธุรกิจการเมือง ธุรกิจราชการ ธุรกิจการศึกษา ทำให้ทุกคนแสวงหาอำนาจเพื่อจะตักตวงเพราะความไม่รู้จักตัวตน ไม่รู้จักประเทศของตัวเองเช่นนี้แล้ว ทำให้ประเทศชาติของเราล้าหลังไปเรื่อยๆ

[02] การศึกษาของไทยยังไม่ทันสมัย
สอนให้คนเห็นแก่ตัวมากกว่า ขาดจิตสำนึกต่อสังคม แม้แต่ภาษาคนไทยจะเก่งแต่ภาษาของตัวเอง ทำให้เราขาดโอกาสในการแข่งขันกับต่างชาติในเวทีต่างๆ ประเทศอื่นๆ รู้จักคนไทยน้อยมาก เพราะคนไทยไม่กล้าแสดงออก ขี้อาย ไม่มั่นใจในตัวเอง เราจึงตามหลังชาติอื่น เพราะคุณภาพการศึกษาของเราไม่ทันสมัย จะเห็นว่าคนมีฐานะจะส่งลูกไปเรียนเมืองนอกเพื่อโอกาสที่ดีกว่า

[03] คนไทยมองอนาคตไม่เป็น
เท่าที่สังเกตเห็นว่าคนไทยกว่า 70% ทำงานแบบไร้อนาคต แบบวันต่อวัน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ น้อยนักที่จะวางแผนให้ตัวเองอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน มีเป้าหมายที่ชัดเจนในอนาคต สะสมความสำเร็จไปอย่างเป็นลำดับ หรือเป็นเพราะไม่กล้าฝัน หรือไม่มีความฝันก็ไม่แน่ใจ และชอบพึ่งสิ่งงมงาย โชคชะตา พอใจทำงานแบบตำข้าวสารกรอกหม้อ ทำให้ประสิทธิภาพของเราไม่ทันกับการแข่งขันระดับโลก

[04] คนไทยไม่ค่อยจะจริงจังในความรับผิดชอบต่อหน้าที่
การรับปากของเรามักทำแบบผักชีโรยหน้าหรือเกรงใจ แต่ทำได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง จากประสบการณ์ทำธุรกิจกับชาวต่างชาติจะพบว่า ประเทศที่ประสบความสำเร็จเช่นญี่ปุ่นหรือยุโรป คนเขาจะให้ความสำคัญกับสัญญาข้อตกลงอย่างเคร่งครัด เพราะหมายถึงความเชื่อถือในระยะยาว ซึ่งไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าได้ ปัจจุบันคนไทยถูกลดเครดิตในการเชื่อถือด้านนี้ลงไปเรื่อยๆ

[05] การกระจายความเจริญยังไม่เต็มที่
ประเทศของเรากระจุกตัวความเจริญเฉพาะในเมืองใหญ่ ประชากรประมาณ 60-70% ที่อยู่ห่างไกลจะขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองและชุมชน ในต่างประเทศการสร้างนิคมอุสาหกรรมในพื้นที่ห่างไกลแต่มีองค์ประกอบอื่นๆ สนับสนุนเขาก็ลงทุน การสร้างเส้นทางคมนาคมเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาคจะเป็นประโยชน์ทำให้เป็นการลดต้นทุนในการดำเนินการทางธุรกิจอย่างมาก ซึ่งเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องส่งเสริม

[06] การบังคับกฎหมายไม่เข้มแข็งและดำเนินอย่างไม่ต่อเนื่อง
สังคมไทยชอบทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก ปราบปรามไม่จริงจัง อาจได้ยินกรณีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้มีอำนาจหรือบริวารก็ตาม จะทำแบบเอาตัวรอดไปก่อน ไม่มีมาตรฐาน ต่างกับประเทศที่เจริญแล้ว ข้อนี้กระบวนการยุติธรรมจะต้องปรับปรุง

[07] สังคมไทยชอบอิจฉาตาร้อน ไม่ค่อยเป็นสุภาพบุรุษ และชอบเลี่ยงเป็นศรีธนญชัยเมื่อจนตรอก
ในวงการเราจะพบกระแสของคนประเภทนี้ปะปนมากขึ้น จะเพราะเป็นเพราะสังคมเรายอมรับ หรือยกย่องคนที่มีอำนาจ มีเงิน แต่ไม่มีใครรู้ภูมิหลัง โดยเฉพาะคนที่ล้มบนฟูกแล้วไปเกาะผู้มีอำนาจ เอาตัวรอดหน้าตาเฉย คนพวกนี้ร้ายยิ่งกว่าผู้ก่อการร้ายเสียอีก เพราะทำความเสียหายต่อบ้านเมืองมากกว่า และจะเป็นประเภทดีแต่พูด มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ทำให้คนดีไม่กล้าจะเข้ามาเพราะกลัวเปลืองตัว

[08] เอ็นจีโอบ้านเราค้านลูกเดียว
ทำให้เราเสียโอกาสในการพัฒนาเพราะเอ็นจีโอบางกลุ่มที่อิงผลประโยชน์อยู่ ถ้าจะพูดกันแบบมีเหตุผลก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน เอ็นจีโอดีๆ ก็มี แต่บ้านเรามีน้อย กรณีน้ำท่วมเพราะไม่มีเขื่อนรองรับเพียงพอ พอเกิดน้ำท่วม พวกที่ค้านจะแสดงความรับผิดชอบด้วยหรือเปล่า บ่อยครั้งที่ประเทศเราเสียโอกาสอย่างมหาศาลเพราะการค้านหัวชนฝา เหตุผลจริงๆ ไม่ได้พูดกัน

[09] คนไทยอาจจะไม่พร้อมในเวทีโลก
เพราะไม่ถนัดภาษาอื่น ที่ไม่ใช่ภาษาตัวเอง ทำให้โลกภายนอกไม่รู้จักคนไทยเท่าที่ควร และการจัดการตัวเองอย่างเหมาะสมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในเวทีการค้าระดับโลก ของเราขาดทักษะและทีมเวิร์คที่ดี ทำให้เราสู้ประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ไม่ได้

[10] คนไทยเลี้ยงลูกไม่เป็น
ปัจจุบันเด็กไทยขาดความอดทน ไม่มีภูมิคุ้มกัน เป็นขี้โรคทางจิตใจ ไม่เข้มแข็ง เพราะเราเลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน ไม่สอนให้ลูกช่วยตัวเอง ต่างกับชาติที่เจริญแล้วเขาจะกระตือรือร้นช่วยตนเอง ขวนขวาย แสวงหา ค้นหาตัวเอง และเขาจะสอนให้สำนึกรับผิดชอบต่อสังคม คุณวิกรมแสดงความเห็นว่า การอบรมเยาวชนมาจาก 3 ทาง หนึ่งภายในครอบครัว สองจากโรงเรียน และสามจากสังคม หรือสื่อสารมวลชน ในส่วนนี้พวกเราทุกคนมีส่วนร่วมรับผิดชอบเพราะถ้าหากสื่อมวลชนทำเพื่อผลประโยชน์ตัวเองหรือเพื่ออำนาจต่อรองเท่านั้น และสังคมปราศจากสื่อที่จะทำหน้าที่นำเสนอสาระที่เป็นความจริง โดยไม่มอมเมาบิดเบือนแล้ว เมื่อนั้นสังคมจะวิบัติมากยิ่งๆ ขึ้นอีกต่อไป

ที่มา - อินเทอร์เน็ต ถอดมาจากการให้สัมภาษณ์ตามที่บอกไว้หัวเรื่อง